หมวดหมู่: การลงทุน

วันที่บทความ: 08/01/2569

หากต้องอธิบายสภาวะการลงทุนใน ปี 2026 คำว่า “ไม่สม่ำเสมอ” เป็นคำที่เหมาะสมที่สุด ทั้งเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยกำลังเคลื่อนสู่ภาวะที่ บางส่วนฟื้นเร็วและแรง ขณะที่ อีกหลายส่วนยังชะงักหรือถอย นั่นคือสภาวะเศรษฐกิจในแบบ K-Shape

ในปี 2025 โลกผ่านช่วงเข้มงวดทางการเงินมาแล้วหลายรอบ และปี 2026 กำลังเข้าสู่เฟส ดอกเบี้ยขาลง ที่ชัดขึ้น โดยสหรัฐฯ เพิ่งปรับลดกรอบดอกเบี้ย ลง 0.25% สู่ 3.50–3.75% (ในช่วงปลายปี 2025) ขณะที่ไทยเอง กนง. เพิ่งลดดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ 1.25% ซึ่งภาพใหญ่ดูเหมือนเป็นมิตรกับสินทรัพย์เสี่ยง แต่ในโลกแบบ K-Shape ดอกเบี้ยขาลงไม่ได้ช่วยทุกบริษัทเท่ากัน แต่จะช่วย “บริษัทที่เข้าถึงทุน / มีงบดุลแข็งแรง / อยู่ในธีมถูกจังหวะ” มากกว่า

 

K-Shape ของโลก: “Rates Down, Risk Up” แต่ไม่ใช่ทุกตลาดจะได้ประโยชน์เท่ากัน

1.1 ประเทศที่ชนะ กับ ประเทศที่แพ้

ธีมใหญ่ของโลกปีหน้า คือ ดอกเบี้ยลง + เม็ดเงินมองหาผลตอบแทน แต่คำถามคือ “ไหลไปที่ไหน” มากกว่า “ไหลหรือไม่ไหล” ในมุมมองเชิงกลยุทธ์จากฝั่งบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ ให้ความเห็นตรงกันว่า สหรัฐฯ ยังแข็งแกร่งเพราะการบริโภคและการลงทุนใน AI แต่สิ่งที่เสี่ยงคือ “ราคา” ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกตีมูลค่าไว้สูงมากแล้ว ขณะที่โซนเอเชียหรือ Emerging อื่นๆ โดยเฉพาะจีนยังถูกตั้งสมมติฐานอนุรักษ์นิยม ทำให้มีโอกาสเห็น กระแสของ Fund Flow ไหลไปตลาดที่ valuation ถูกกว่าและมีแรงสนับสนุนในเชิงนโยบาย

หากมองภาพแบบ K-Shape คือ

  • ประเทศที่ชนะ อยู่ในกลุ่มที่ ได้ประโยชน์จากการลงทุนใน AI โครงสร้างเศรษฐกิจยืดหยุ่นและมีนโยบายหนุนการลงทุน
  • ประเทศที่แพ้ จะอยู่ในกลุ่มที่ การเติบโตพึ่งพาวัฏจักรเก่า หนี้สูง ผลิตผลต่ำ หรือมีความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์

1.2 อุตสาหกรรมที่ชนะ กับ อุตสาหกรรมที่แพ้

มุมมองภาพแบบ K-Shape บนภาคธุรกิจ

  • อุตสาหกรรมที่ชนะ ได้แก่กล่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับ AI, Data Center, Infrastructure ดิจิทัล
  • อุตสาหกรรมที่แพ้ คืออุตสาหกรรมที่ มาร์จินถูกกดดันจากการแข่งขัน ต้นทุนที่สูงขึ้น หรือต้องพึ่งพากำลังซื้อที่มีความเปราะบาง

นี่คือเหตุผลที่คำว่า K-Shape, not OK สำคัญมากสำหรับการลงทุน เพราะถ้าลงทุนในตลาดรวม หมายความว่ากำลังลงทุนทั้งผู้ชนะและผู้แพ้พร้อมกัน และในภาวะนี้ ตลาดรวมอาจวิ่งไม่แรง แต่หุ้นรายตัวหรือรายกลุ่ม จะวิ่งแรงมาก

1.3 ธนาคารกลางผ่อนคลายจริง แต่ต้องระวัง “ความคาดหวังมากเกินไป”

ปี 2025 ธนาคารกลางหลักของโลกเดินหน้าลดดอกเบี้ยอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนสำหรับสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวขึ้น แต่ข้อควรระวังคือ เมื่อทุกคน “เชื่อว่าดอกเบี้ยจะลง” ตลาดมัก ตั้งราคาไว้ก่อน แล้วพอข้อมูลจริงออกมาไม่เป็นอย่างที่หวัง ก็เกิดจะความผันผวนได้

ดังนั้น ภาพของตลาดโลกในปีหน้าดูดีขึ้นจริง แต่จะเป็นปีที่เผชิญกับผันผวนเป็นเรื่องปกติ เพราะตลาดจะสลับโหมดระหว่างคาดหวังกับความจริงทางเศรษฐกิจอยู่ตลอดเวลา

 

K-Shape ของไทย: จากปีแห่งบททดสอบ สู่ปีที่เริ่มเห็นทางออก แต่หนทางยังขรุขระ

2.1 เศรษฐกิจไทย: มีโอกาสฟื้นตัว แต่ความเร็วไม่เท่ากัน

โดยฝั่งหนึ่งมองว่า 2026 คือปีที่ตลาดไทยเริ่มเข้าสู่เฟสฟื้นด้วยกำไร หลังผ่านการปรับลดประมาณการอย่างหนักในปี 2025 โดยมีแรงหนุนจากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง การกลับมาของการลงทุนในประเทศ และความชัดเจนการเมือง (Theme Election Rally) การบริการ(Service Sector Revival การกลับมาของนักท่องเที่ยว) และ Infra-Tech ซึ่งไทยเริ่มวางฐานเป็น Data Center hub ในอาเซียน

ขณะที่ฝั่งหนึ่งก็มีความเห็นว่าปีหน้ามีอัพไซด์ เพียงแต่เน้นว่า จังหวะเวลา สำคัญมาก เพราะ 1Q26 ยังมีความเสีย่ง จาก 3 ปัจจัย: เศรษฐกิจที่อ่อนแอ, สูญญากาศทางการเมืองช่วงเปลี่ยนผ่าน, และความเสี่ยงความผันผวนของหุ้น DELTA  สรุปคือมองเป็นบวกทั้งปี แต่ต้องตั้งรับช่วงต้นปี

2.2 การเมือง: ปัจจัยในการซื้อหรือปัจจัยในการขาย

การยุบสภาและการเลือกตั้งที่ถูกกำหนดไว้วันที่ 8 ก.พ. 2026 คือปัจจัยหลักของตลาดไทยช่วง 1H26 ในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติ ตลาดมักกลัวช่วงรอยต่อ เพราะนโยบายการคลัง/การลงทุนรัฐอาจชะงัก ขณะที่ความเชื่อมั่นเอกชนยังรอความชัดเจน

และยิ่งเมื่อมีความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นฉากหลัง ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ย่อมทำให้ตลาดคิดค่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้นได้ง่ายและนี่คือเหตุผลที่การบริหารพอร์ตไทยต้นปีหน้า ไม่ควรเน้นความหวือหวา

2.3 ดอกเบี้ยไทยลงแล้วแต่การฟื้นไม่เท่ากันตามโครงสร้างหนี้

กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายสู่ 1.25% แล้วและฝั่งนักวิเคราะห์บางรายคาดว่าดอกเบี้ยไทยอาจลงต่อถึง 0.75% ภายในปลายปี 2026 อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยลงในสังคมที่ภาระหนี้ครัวเรือนสูง มักให้ผลแบบ K-Shape เช่นกัน

  • ธุรกิจที่งบดุลดี จะรีไฟแนนซ์-ลงทุน-ขยาย ได้
  • ธุรกิจที่งบดุลมีความเสี่ยง จะทำได้เพียงประคองตัวและยังไม่กล้าก่อหนี้เพิ่ม

ดังนั้น การฟื้นของไทยปีหน้าอาจไม่ได้เป็นการฟื้นตัวทั้งแผง แต่เป็นการฟื้นตัวเป็นหย่อมๆ และตลาดหุ้นจะสะท้อนสิ่งนี้ด้วยการให้พรีเมียมกับธุรกิจที่อยู่ฝั่งขาขึ้นของ K

2.4 ค่าเงินบาท ยังคงแข็งได้อีก และแต่เป็นดาบสองคมของ K-Shape

นักวิเคราะห์บางค่ายมองว่า Fed ที่ยังมีแนวโน้มลดดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้ดอลลาร์อ่อน และเอื้อให้เงินบาทแข็ง แต่สถานการณ์ล่าสุด เงินบาทที่แข็งอย่างรวดเร็วส่วนหนึ่งมาจากปริมาณการซื้อขายทองคำที่พุ่งสูง จนภาครัฐต้องพิจารณามาตรการกำกับ เพราะถูกมองว่าไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน ยิ่งทำให้ K-Shape ไทยชัดขึ้นอีก:

  • ฝั่งได้ประโยชน์: ผู้นำเข้า, ธุรกิจต้นทุนนำเข้าหนัก, หุ้นที่มีหนี้สกุลดอลลาร์, กลุ่มบริโภคบางส่วน
  • ฝั่งถูกกดดัน: ผู้ส่งออกที่ margin บาง, ธุรกิจที่แข่งขันด้านราคา, บางส่วนของท่องเที่ยวถ้าค่าเงินแข็งเร็วเกิน

ดังนั้นเงินบาทจะเป็นตัวแปรที่ต้องบริหารแบบจริงจัง ไม่ใช่แค่ตัวประกอบ

 

ต้องบริหารพอร์ตอย่างไรในโลกแบบ K-Shape

หัวใจคือ Barbell + Rotation + Risk Budget : ถือ Core port ที่ทนทานต่อความผันผวน และควรมีกระสุน สำหรับเข้าซื้อฝั่งเติบโตเมื่อราคาหรือเงื่อนไขเหมาะ

3.1 เฟสต้นปี (โดยเฉพาะ 1Q26): เน้นตั้งรับ-ถือคุณภาพ-กินปันผล

ถ้าหากมีความเชื่อว่าต้นปีเป็นช่วงตลาดไทยแกว่งในกรอบและถูกจำกัดด้วยปัจจัยการเมือง/เศรษฐกิจ การวางพอร์ตควรอิงแนวคิดอยู่ในหุ้นที่ปลอดภัย โดย Theme การลงทุนคือ หุ้นขนาดใหญ่มีปันผลที่ยังมี โดยแนวคิดนี้ต้องใช้ risk budget อย่างมีวินัย

3.2 เฟสกลาง-ปลายปี (2H26): เมื่อความชัดเริ่มมา ให้หมุนไปหาการฟื้นตัว

ถ้าการเมืองนิ่งขึ้น และผลของการลดดอกเบี้ยเริ่มซึมเข้าเศรษฐกิจ ตลาดมักเริ่มให้ราคาต่อการฟื้นตัวของกำไรมากขึ้น ฝั่งที่มองบวกต่อทั้งปีให้ภาพว่า 2026 เป็นปีของ การปรับเพิ่มขึ้นของกำไร ซึ่ง Theme หลัก ได้แก่ การฟื้นตัวหลังการเลือกตั้ง, ภาคบริการที่ฟื้นตัว, การลงทุนใน Data Center และ Turnaround

 

การลงทุนของ กอช.

ปี 2026 มีเหตุการณ์ที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ ได้แก่ : การลดดอกเบี้ย, Fund Flow, เหตุการณ์ทางการเมืองของประเทศไทย ซึ่งทั้งหมดที่กลาวมานี้ เกิดขึ้นในภาวะที่โลกมีการเติบโตกระจายไม่เท่ากัน และมีความเสี่ยงเกิดขึ้นเป็นระลอก ดังนั้น “K-Shape, not OK” ไม่ได้แปลว่าจะต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำมากตลอดเวลา หมายถึงให้จริงจังกับการหลักทรัพย์ที่มีโอกาสชนะมากขึ้น โดยที่

  • ต้นปี: ลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีคุณภาพสูง มีกระแสเงินสด และบริษัทมีงบดุลที่แข็งแรง
  • กลาง-ปลายปี: หากความชัดการเมือง และผลของการลดดอกเบี้ยเริ่มทำงาน ค่อยเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในธีมการลงทุนที่ได้รับผลประโยชน์จากปัจจัยดังกล่าว
  • โดยตลอดทั้งปี จะต้องเฝ้าระวังค่าเงินบาทและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งสามารถกระทบปัจจัยอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็ว

สุดท้าย ในโลกที่ผู้ชนะและผู้แพ้อยู่ร่วมปีเดียวกัน พอร์ตที่ชนะไม่ใช่พอร์ตที่เลือกลงทุนถูกตัวทั้งหมด แต่เป็นพอร์ตที่สามารถประคองตัวได้ในช่วงเวลาที่เปราะบาง และ พร้อมที่จะลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น เมื่อมีโอกาสเข้ามา